เมื่อวันที่ 11 ก.ค. น.ส.ขวัญศิริ จงไกรจักร อายุ 28 ปี จ.ตรัง ซึ่งเป็นพยาบาลประจำ รพ.ศูนย์ตรัง ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัวเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจเตือนภัยผู้หญิง กรณีเหตุร้ายที่เกิดกับตัวเองเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของคืนวันที่ 10 ก.ค.60 ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เสียหายกำลังขับรถยนต์จาก รพ.ศูนย์ตรัง เพื่อกลับบ้าน ไปตามถนนบายพาสเลี่ยงเมือง เส้นสนามบินตรัง-กันตัง ซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวันที่ลงเวรเช้าดึก

ช่วงจังหวะก่อนที่ขับรถเลย รพ.สต.นาป้อ ต.ควนปริง อ.เมืองตรัง มาได้ประมาณ 50 เมตร และใช้ความเร็วเพียง 60 กม./ชม. ปรากฎว่า มีชายวัยรุ่น จำนวน 3 คน ขับขี่รถ จยย.สีดำ ไม่ทราบยี่ห้อและป้ายทะเบียน มาปาดหน้ารถยนต์ของผู้เสียหาย ทำให้พยาบาลสาวตกใจ และเหยียบเบรคกะทันหัน ซึ่งตอนนั้นคิดว่าได้ชนชายวัยรุ่นทั้ง 3 คนแล้ว เลยลงจากรถ และไม่คิดอะไรมาก ด้วยความเป็นพยาบาลจึงอยากเข้าถามไปว่า เจ็บตรงไหนหรือไม่ เเต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อชายคนลักษณะอ้วน ได้ลุกขึ้นมาล็อคคอผู้เสียหาย ก่อนใช้อาวุธปืนจี้บริเวณที่เอว แล้วบังคับให้ไปขึ้นรถยนต์



จากนั้น ชายคนที่ 2 ลักษณะผอมได้เดินมาทางประตูด้านคนนั่งข้าง ส่วนชายคนที่ 3 ยืนดูลาดเลาข้างนอก ทั้งนี้ คนร้ายทั้งคู่ได้ใช้อาวุธปืน เเละอาวุธมีด พยายามข่มขู่และทำร้ายร่างกาย พร้อมกับรื้อค้นกระเป๋า ได้เงินสดไปจำนวน 7,000 บาท เเละสร้อยคอทองคำ หนัก 2 สลึง จำนวน 1 เส้น โดยคนร้ายได้ข่มขู่ในรถว่าให้อยู่นิ่งๆ ไม่นั้นจะยิงให้ตาย จังหวะนั้น ผู้เสียหายรู้สึกกลัวมาก เลยพยายามสะบัดมือ เเละเปิดประตูรถยนต์ คนร้ายจึงดึงผมของพยาบาลสาว เเล้วเอามีดคัตเตอร์กรีดเข้าที่เเขนซ้าย จำนวนหลายเเผล เเละยังต่อยเข้าที่หน้าท้องอีก 2 ครั้ง

นอกจากนั้น ก่อนที่คนร้ายจะลงจากรถ ยังเอาหมวกกันน็อคฟาดที่ท้ายทอยของผู้เสียหาย 2 ครั้ง เเละตบที่หน้าอีก 1 ครั้ง จนพยาบาลสาวรู้สึกมึนมาก และฟุบไปกับพวงมาลัยรถ เเต่ยังมีสติพยายามโทรศัพท์บอกเเม่ สามี และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยเหลือ ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ พยาบาลสาวจึงขอเตือนภัยทุกคนว่า อย่าลงจากรถยนต์เด็ดขาด กรณีขับรถคนเดียวยามค่ำคืน เพราะเดี๋ยวนี้โจรมันมีวิธีมากมาย อาจทำแกล้งมาชนเรา หรือให้เราชน อย่างที่ตนเองประสบมาก็ได้

ด้าน พ.ต.ท.ประเสริฐ สงแสง รอง ผกก.(สส.) สภ.เมืองตรัง กล่าวว่า ตอนนี้กำลังเร่งทำการสเก็ตซ์ภาพของคนร้ายทั้ง 3 คน จากคำบอกเล่าของผู้เสียหาย พร้อมกับส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่หาเบาะแส ซึ่งคาดว่าจะสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีได้ในเร็วๆ นี้ โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามกวดขันป้องกันอาชญากรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งในตัวเมืองค่อนข้างจะได้ผล แต่ยังมีช่องว่างในรอบนอกรอยต่อระหว่างตำบล อำเภอ เนื่องจากบางจุดค่อนข้างเปลี่ยว ประกอบกับมาเจอกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ด้วย จึงขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลตัวเองด้วย
Share To:

Post A Comment: